น้ำหอมทำงานต่างออกไปในอากาศร้อน ความร้อนเร่งการระเหย กลิ่นจึงฟุ้งแรงกว่าที่ตั้งใจในช่วงแรก แล้วจางหายเร็วกว่าปกติ ผลคือแรงเกินไปตอนเข้างานและแทบไม่เหลือตอนกลางงาน
ฉีดตรงไหนถึงจะทน
จุดชีพจรคือที่นิยมกันมานาน คือข้อมือ ข้างคอ และหลังใบหู เพราะบริเวณนั้นอุ่นกว่าและช่วยกระจายกลิ่น แต่ในอากาศร้อนจัด จุดที่อุ่นมากจะเร่งให้กลิ่นหมดเร็วขึ้นด้วย
- จุดที่ทนกว่า: หลังเข่า ข้อพับแขน และช่วงกลางลำตัวใต้เสื้อ
- จุดที่กลิ่นฟุ้งดีแต่หมดเร็ว: ข้างคอและหลังใบหู
- ผมเก็บกลิ่นได้ดีมาก แต่แอลกอฮอล์ในน้ำหอมทำให้ผมแห้ง ให้ฉีดที่หวีแล้วหวีผ่านแทน
- อย่าถูข้อมือกันหลังฉีด แรงเสียดทานทำให้โครงสร้างกลิ่นเสียและหมดเร็วขึ้น
อย่าฉีดลงบนชุด
ข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษและคนมักไม่รู้ น้ำหอมมีทั้งแอลกอฮอล์และน้ำมันหอม ซึ่งทิ้งคราบเหลืองบนผ้าสีอ่อนได้ และคราบนั้นมักไม่หายด้วยการซักปกติ
ผ้าที่เสียหายง่ายที่สุดคือผ้าไหม ผ้าซาติน และลูกไม้ ซึ่งบังเอิญเป็นผ้าที่ใช้ทำชุดออกงานมากที่สุด ถ้าเป็นชุดเช่าหรือชุดยืม ความเสียหายนี้แก้ไม่ได้และไม่ควรเสี่ยงเลย
เลือกกลิ่นให้เหมาะกับงานไทย
งานในไทยส่วนใหญ่จัดในห้องแอร์ที่คนอยู่ใกล้กัน กลิ่นที่หนักมากอย่างโอเรียนทัลเข้มหรือกลิ่นหวานจัดจะอึดอัดสำหรับคนที่นั่งข้าง ๆ โดยเฉพาะในโต๊ะจีนหรืองานเลี้ยงที่นั่งติดกัน
- งานกลางวันและงานกลางแจ้ง: กลิ่นซิตรัส กลิ่นสดชื่น กลิ่นชาเขียว
- งานเลี้ยงช่วงค่ำ: กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ หรือมัสก์นุ่ม ๆ
- งานในห้องแอร์คนเยอะ: เลือกกลิ่นเบาและฉีดน้อยกว่าปกติหนึ่งครั้ง
- เลี่ยงในทุกกรณี: กลิ่นหนักจัดที่ยังได้กลิ่นชัดจากระยะสองเมตร
ฉีดเท่าไหร่ถึงพอดี
หลักที่ใช้ได้จริงคือคนที่เข้ามาสวมกอดควรได้กลิ่น แต่คนที่นั่งห่างออกไปหนึ่งที่ไม่ควรได้กลิ่นตลอดเวลา ในอากาศร้อนให้ฉีดน้อยกว่าที่เคยฉีดในห้องแอร์หนึ่งครั้งเสมอ
ปัญหาคือจมูกเราชินกับกลิ่นตัวเองภายในไม่กี่นาที ทำให้รู้สึกว่าจางแล้วและอยากฉีดเพิ่ม ทั้งที่คนอื่นยังได้กลิ่นชัดอยู่ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามคนใกล้ตัวแทนการเชื่อจมูกตัวเอง
เติมกลิ่นระหว่างงาน
ถ้างานยาวและอยากเติม ให้พกขวดเล็กและฉีดที่ข้อพับแขนหรือหลังเข่าแทนบริเวณคอ เพราะการเติมที่คอซ้ำ ๆ จะสะสมจนแรงเกินโดยที่เราไม่รู้ตัว

